You are here:: Home
 
 

แผนผังสู่อิสรภาพทางการเงิน

E-mail Print PDF
There are no translations available.

Normal People Life Graph

เราจะพบว่าผู้คนจำนวนมากเป็นอย่างไรจากกราฟที่ผมเอามาให้ดูนะครับ เมื่อเราเรียนจบมาใหม่ๆ เราเข้าไปทำงานประจำเพื่อหาประสบการณ์บ้าง หรืออยากทำบ้าง จบมาใหม่ๆ ก็จะอายุประมาณ 22 และเมื่อเราทำงานอย่างตั้งใจไป 4 - 5 ปี เราก็คาดหวังว่า ชีวิตของเราจะเจริญรุ่งเรืองดังกราฟหมายเลข 1 จริงไหมครับ?

แต่ในความเป็นจริงแล้วเรากลับพบว่าชีวิตในงานประจำนั้น จะมีลักษณะกราฟเป็นดังหมายเลข 2 ครับ นึกภาพตามสิครับ...ว่าเราเห็นคนที่เกษียณออกมาแล้วมีรายได้เฉลี่ยในเดือนสุดท้ายที่เกษียณอยู่ในระดับ 30,000 - 50,000 มากแค่ไหน... และนี่คือคนจำนวนมากจริงๆ กว่า 90% ที่มีชีวิตเช่นนี้...

หลายคนจึงเลือกทางชีวิตอีกรูปแบบ คือการเป็นดารานักแสดง หรือเป็นนักกีฬา แต่เนื่องจาก...ร่างกายเรามีขีดจำกัด รูปร่างหน้าตาของคนเราก็ไม่ได้เต่งตึงไปตลอดกาล พลังที่ใช้ในการเล่นกีฬาอาชีพก็ลดลงตามสังขาร บุคคลกลุ่มนี้จึงมีลักษณะชีวิตไปในกราฟแบบที่ 3 คือเจริญมาก แล้วรายได้ก็ค่อยๆ ลดลงจนต้องไปทำอย่างอื่น

พอเรารู้ว่างานสองประเภทนี้ รายได้เราถูกกดไว้ด้วยคนอื่น หลายคนก็พยายามเก็บเงินมาทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง ซึ่งก็จะเจอสารพัดความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ ค่าเงิน การขึ้นราคาน้ำมัน ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ฯลฯ... ส่งผลให้เกิดกราฟหมายเลข 4 ขึ้นมา

แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมดหรอกครับ หลายคนทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้ แต่จากสถิติคือ 5 ใน 10 ธุรกิจมีอายุเกิน 5 ปีได้ แต่ 1 ใน 5 ที่เหลือเท่านั้น จะมีอายุธุรกิจเกิน 10 ปีขึ้นไป นั่นหมายความว่า 1 ใน 10 ธุรกิจเท่านั้นที่จะอยู่รอด ถ้าท่านมีเงินมันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หลายครั้งหลายครา คนที่ธุรกิจล้มนั้น เก็บเงินมาเอง ไม่ได้มีทุนจากพ่อแม่มาก่อน เมื่อเกิดสถิติเช่นนี้ ทำให้เราไม่กล้าเสี่ยง และพยายามที่จะฝ่าฟันในงานประจำของเราให้ดีที่สุด เพื่อจะก้าวขึ้นตำแหน่งสูงอย่าง CEO, ผู้อำนวยการ, อธิการบดี หรือก็คือตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงานที่เราได้ทำงานอยู่... ซึ่งจะมีรายได้มากกว่า 100,000 บาทแน่ๆ

แต่ลองมาสังเกตอะไรบางอย่างอีกเล็กน้อย... บุคคลที่ได้เป็น CEO, ผู้อำนวยการ, อธิการบดี นั้นใช่เราหรือไม่? เพราะมีคนจำนวนน้อยมากจริงๆ ที่ขึ้นไปถึงได้... แต่คำตอบคือ "ใช่เราแน่ๆ ความสามารถเราถึงชัวร์" งั้น...ตำแหน่งที่ผมกล่าวมานั้น โดยเฉลี่ยอายุเท่าไรครับ? 50 ปีขึ้นไปจริงไหม? แปลว่าเราจบมาอายุ 22 ต้องฝ่าฟันถึง 30 ปี!!

Agel 2 - 3 Years

หรือบางทีเราอาจจะฝันเป็น ผู้จัดการ ซึ่งไม่ต้องใช้ความสามารถสูงมาก... แต่ผู้จัดการอายุเฉลี่ยเท่าไรล่ะครับ? ก็มากกว่า 40 ปีอยู่ดี... แล้วเราจะรอ 20 - 30 ปีหรือครับ? ผมเชื่อว่าเรารอได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ และคนที่บ้านเรา ไม่ได้อยู่รอเราไปตลอด... จะดีหรือไม่ หากเอเจลสามารถใช้เวลาเพียง 2 - 3 ปี ก็สามารถมีรายได้ และเกียรติยศ การได้รับการยอมรับนับถือต่างๆ เหมือนกับ CEO เลย ย้ำนะครับ 2 - 3 ปี เท่านั้น!


แล้วทำไมเราต้องมีรายได้มากๆ ด้วย?

ระหว่างรายได้ 10,000 บาทต่อเดือน กับรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน ท่านว่าคุณภาพชีวิตในครอบครัวของคนสองกลุ่มนี้แตกต่างกันไหมครับ? แล้วรายได้ 10,000 บาทต่อเดือน กับรายได้ 1,000,000 บาทต่อเดือนล่ะครับ? (ต่างมาก) แล้วระหว่าง 10,000 บาทต่อเดือน กับ 10,000,000 บาทต่อเดือนล่ะครับ? (โค-ตะ-ระ ต่าง) คุณภาพชีวิตแตกต่างกันแน่นอน ถูกต้องไหมครับ... และมันเหมือนมีเส้นบางๆ มากั้นระหว่าง รายได้ 5 - 6 หลัก กับรายได้มากกว่า 7 หลักขึ้นไปต่อเดือน

Dream to Real

เส้นนั้นคือ... หากเราเป็นลูกจ้าง รายได้ 5 - 6 หลักเราสามารถทำได้ครับ แต่แทบไม่มีโอกาสจะทำรายได้มากกว่า 7 หลักต่อเดือนเลย ถ้าไม่เก่งจริง... ผมเชื่อว่าคนเราในสมัยยังเด็กหรือก่อนเรียนจบ เรามีความฝันที่ใหญ่มาก อยากมีบ้านมีสระว่ายน้ำ มีรถเบ็นซ์ หรือรถซุปเปอร์คาร์อย่าง เฟอร์รารี่ ลัมโบกินี อยากพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวรอบโลก อยากทำบุญช่วยเหลือคนเยอะๆ หรือทำบุญทะนุบำรุงพระศาสนาของตนเองมากๆ มีลูกก็อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนดีๆ หรือโรงเรียนนานาชาติไปเลย...

แต่ในความเป็นจริง พอเราทำงานประจำ... เราพบความจริงว่า...มันคงเป็นไปไม่ได้ หลายคนจึงเลือกที่จะลดขนาดความฝันลงให้เหลือเท่าๆ กับรายได้ จากบ้านมีสระว่ายน้ำ เอาเป็นคอนโดเล็กๆ พอ ทำความสะอาดง่ายดี รถเบ็นซ์ รถซุปเปอร์คาร์มันเปลืองน้ำมัน มอเตอร์ไซต์ก็ขับได้เหมือนกัน จากที่จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวรอบโลก ก็เหลือแค่เที่ยวต่างจังหวัดใกล้ๆ พอ ทำบุญทำด้วยใจ ไม่ต้องมากก็ได้ โรงเรียนวัดก็มีความรู้เหมือนกัน...

แล้วท่านล่ะครับ ระหว่างลดขนาดความฝันให้เท่ารายได้ กับเพิ่มรายได้ให้เท่าความฝัน ท่านเลือกแบบไหน?

 

คนที่มีบ้านราคาหลายสิบล้าน เคยนึกสงสัยไหมครับว่า เขาทำอะไรกัน... แน่นอนครับ เค้าต้องค้าขายหรือทำธุรกิจอะไรสักอย่าง จริงไหมครับ ในเมื่อเรารู้ว่าค้าขาย หรือทำธุรกิจเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสพาครอบครัวเราไปมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป้าหมายเราคือ 1,000,000 บาทต่อเดือน... งั้นเรามาดูว่ามีวิธีไหนกันบ้าง...

1 Million per month

ชีวิตเศรษฐีทุกคน มักจะพยายามเพิ่มทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ก่อน ทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายจ่ายผูกพัน เช่นลงทุนในอพาร์ตเม้นท์ ในทำเลดีๆ ที่มีค่าเช่าได้ 5,000 บาท/เดือน ซึ่งก็ต้องเป็นตึก 200 ห้องในทำเลดี... ลงทุนกว่า 150 - 200 ล้านบาท

บางคนเลือกที่จะซื้อหุ้นที่มีเงินปันผลต่อเนื่อง อย่าง ปตท. หรือ การบินไทย หรือหุ้นธุรกิจธนาคาร ปันผลเฉลี่ยปีละ 4 - 5 บาท แปลว่าต้องมีรายได้จากหุ้นปีละ 12,000,000 บาท ซึ่งก็คือมากกว่า 3,000,000 หุ้น ราคาหุ้นก็อยู่ที่ประมาณหุ้นละ 150 - 200 บาท เราจึงต้องลงทุน 450 ล้านบาท ในหุ้นเพื่อมีรายได้ 12,000,000 ต่อปี

หรือใช้ระบบของ 7-eleven ซึ่งรับประกันกำไรต่อสาขาที่ 50,000 บาทต่อเดือน ถ้าเรามี 7-eleven ในครอบครอง 20 สาขา เราก็จะมีรายได้มากกว่า 1,000,000 บาทได้ แต่ 7-eleven ปัจจุบันลงทุนรวมค่าเช่าทำเล ก็ประมาณ 5 - 7 ล้านบาทต่อสาขา แปลว่า ต้องลงทุนมากกว่า 100 ล้านใน 20 สาขานี้...

หรือมีเงินฝากประจำ... ดอกเบี้ยสูงหน่อย... 0.75% ก็ต้องมีเงินถึง 1,700 ล้านบาท

 

ในเมื่อทุกอาชีพ ทุกการลงทุน ท่านก็เหนื่อยเหมือนกันหมด... แล้วทำไม การลงทุนน้อยๆ แต่สามารถสร้างกำไรหลักแสนหลักล้านได้จริง... ท่านจึงปฏิเสธล่ะครับ เพียงไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังเท่านั้นเอง

เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ศึกษาธุรกิจนี้ดูครับ แล้วท่านจะรู้ว่า การลงทุนหลักหมื่น แต่สามารถสร้างกำไรหลักล้านได้ ไม่มีธุรกิจใดทำได้ นอกจาก Network Marketing ครับ ที่สำคัญไม่ใช่เพียงท่านคนเดียวที่มีรายได้ที่ดี แต่เพื่อนและคนที่ท่านรักก็จะมีสุขภาพที่ดี และรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย

อย่าปล่อยโอกาสดีๆ อย่างนี้หลุดลอยไปนะครับ ติดต่อเราคลิกที่นี่